สช.เปิดเวทีเสวนา"ไม้มีค่า"โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น...
วช. เปิดเวทีเสวนา “ไม้มีค่า” โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น เปลี่ยนที่ดินเป็น “ธนาคารสีเขียว” สร้างรายได้ยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม
วันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดเสวนาในหัวข้อ “ไม้มีค่า สร้างป่า สร้างคน ชุมชนยั่งยืน” และพิธีมอบประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวแสดงความยินดีแก่ชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ พร้อมด้วย ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธ ประธานคณะกรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า
กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มีความยินดีที่ได้ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ซึ่งโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ เป็นกิจกรรมสำคัญที่ วช. ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการปลูกต้นไม้และไม้มีค่า และขยายผลให้เกิดชุมชนไม้มีค่าเพิ่มมากขึ้น โดย วช. คาดหวังว่าชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 นี้ จะสามารถเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ชุมชนอื่น ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง
พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากชุมชนไม้มีค่าอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนต่อไปศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ได้กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการว่า โครงการชุมชนไม้มีค่าเป็นกลไกสำคัญในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลไม้มีค่า ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมสร้างต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นอย่างยั่งยืน
จากนั้น ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ประธานกรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ได้กล่าวรายงานความเป็นมาว่า วช. เล็งเห็นความสำคัญและดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนประยุกต์ใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาชุมชนไม้มีค่า ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในเครือข่ายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างผลิตภัณฑ์และรายได้จากการบริหารจัดการชุมชน และในปี 2568 นี้ มีชุมชนสนใจสมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 23 ชุมชน โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกทั้งการพิจารณาจากเอกสารตามเกณฑ์ 5 ด้านสำคัญ และการลงพื้นที่รับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานจริง จนได้ชุมชนต้นแบบที่ผ่านเกณฑ์รับรางวัล ดังนี้
1.รางวัลระดับ “ดีเด่น” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านร่องเคาะ จ.ลำปาง, เครือข่ายเกษตรกรบ้านมาบชุมแสงพัฒนา จ.นครสวรรค์, วิสาหกิจบ้านแปลงนกเป้า จ.ฉะเชิงเทรา
2.รางวัลระดับ “ดี” จำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรักษ์ป่า จ. สุรินทร์, ชุมชนบ้านโค้งตาบาง จ.เพชรบุรี, ชุมชนบ้านสบลืน จ. ลำปาง, ป่าชุมชนบ้านจำหวาย จ.เชียงราย, ป่าชุมชนบ้านหนองแวงยาว จ.ร้อยเอ็ด
3.รางวัลระดับ “ชมเชย” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรถป่าประดู่ ห้วยทรายขาว จ. สุราษฎร์ธานี , ชุมชนบ้านต้นปล้องใต้ จ. เชียงราย , ชุมชนบ้านคำสมอ จ. อุบลราชธานี
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนา “ไม้มีค่า สร้างป่า สร้างคน ชุมชนยั่งยืน” โดยผู้นําชุมชนที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจําปี 2568 ระดับ “ดีเด่น” ดังนี้ นายวรพจน์ นากวิกรัย บ้านแปลงนกเป้า จังหวัดฉะเชิงเทรา, นายบุญธรรม ทับทิมศรี บ้านมาบชุมแสงพัฒนา จังหวัดนครสวรรค์ และนายอดิเรก สวยสด บ้านร่องเคาะ จังหวัดลําปาง ดำเนินรายการโดย นายประลอง ดำรงค์ไทย กรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ได้สะท้อนประเด็นสำคัญในการพลิกฟื้นผืนดินสู่ความมั่งคั่ง ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการยกระดับชุมชนให้เป็นต้นแบบ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (2566–2570) ขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ และ ระยะที่ 2 (2571 เป็นต้นไป) ยกระดับสู่ต้นแบบที่ยั่งยืน ซึ่ง วช. พร้อมผลักดันโมเดลจากทั้ง 3 ชุมชนนี้ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากต่อไป..
_____________________________
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น